คาร์บอนเครดิต (Carbon Credit) คืออะไร ทำไมถึงต้องเร่งสร้างคาร์บอนเครดิต

เมื่อการปฏิวัติอุตสาหกรรม การใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างไร้ขีดจำกัด และการค้าแบบทุนนิยม
ส่งผลให้เกิดภาวะโลกร้อน จนทำให้ทั่วโลกต่างแสดงความกังวล
และหันมาให้ความสำคัญกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเพิ่มมากขึ้น
ดังจะเห็นได้จาก การที่หลายประเทศทั่วโลกได้เข้าร่วมพิธีสารเกียวโต (Kyoto Protocol)
เพื่อพิจารณาหาแนวทางการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
ซึ่งพิธีสารเกียวโตเองก็ได้มีการออกกฎหมายเพื่อบังคับใช้สำหรับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

นอกจากนี้ ความตกลงปารีส (Paris Agreement) ก็เป็นอีกหนึ่งความตกลงที่มีเป้าหมาย
ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยความตกลงดังกล่าวได้มีการกำหนดหลักการซื้อขาย
ก๊าชเรือนกระจก (Emission Trading System: ETS)
และอนุญาตให้ผู้ที่ลดการปล่อยก๊าชเรือนกระจกจนอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าเป้าหมาย
สามารถขายสิทธิ์การปล่อยก๊าชเรือนกระจกที่เหลือให้แก่ผู้อื่นได้
หรือที่เรียกกันว่า “คาร์บอนเครดิต” 

คาร์บอนเครดิต (Carbon Credit) คืออะไร?

คาร์บอนเครดิต (Carbon Credit) 1 หมายถึง ปริมาณก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gas: GHG) ที่ลดหรือกักเก็บได้จากการดำเนินโครงการลดก๊าซเรือนกระจกผ่านกลไกลดก๊าซเรือนกระจกต่าง ๆ เช่น การปลูกป่า การเพิ่มพื้นที่สีเขียว การดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอน เป็นต้น มีหน่วยเป็นตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ซึ่งก๊าซเรือนกระจกที่ถูกควบคุมภายใต้พิธีสารเกียวโต (Kyoto Protocol) มี 7 ชนิด ได้แก่ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ก๊าซมีเทน (CH4) ก๊าซไนตรัสออกไซด์ (N2O) ก๊าซไฮโดรฟลูออโรคาร์บอน (HFC) ก๊าซเพอร์ฟลูออโรคาร์บอน (PFC) ก๊าซซัลเฟอร์เฮกซะฟลูออไรด์ (SF6) และก๊าซไนโตรเจนไตรฟลูออไรด์ (NF3) สำหรับประเทศที่มีการควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกนั้น หากองค์กรใดที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด สามารถนำก๊าซเรือนกระจกที่สามารถลดหรือกักเก็บได้ไปขายเป็นเครดิตให้กับองค์กรอื่น ๆ ขณะเดียวกันหากองค์กรใดที่ต้องการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเกินปริมาณที่กำหนด ก็สามารถซื้อคาร์บอนเครดิตจากผู้ที่ขายคาร์บอนเครดิตเพื่อเพิ่มปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้กับองค์กรตัวเองได้

การซื้อขายคาร์บอนเครดิตในประเทศไทย 

ตลาดการซื้อขายคาร์บอน สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่

1. ตลาดคาร์บอนภาคบังคับ (Mandatory Carbon Market) ถูกจัดตั้งขึ้นจากผลบังคับ
ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามกฎหมาย มีกฎหมายและกฎระเบียบที่กำหนดหลักเกณฑ์
วิธีการและรายละเอียดเกี่ยวกับการซื้อขายกำกับอย่างชัดเจน

ซึ่งภาครัฐหรือหน่วยงานกำกับเป็นผู้ดูแลและบังคับด้วยกฎหมาย
เพื่อไม่ให้ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงเกินกว่าเกณฑ์ที่กำหนด (Legally Binding Target)
หากผู้ใดสามารถปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด ก็สามารถนำปริมาณก๊าซเรือนกระจก
ในส่วนที่ปล่อยต่ำกว่าเกณฑ์ไปขายให้กับองค์กรอื่น ๆ ได้หรือที่รู้จักกันในนาม Emission Trading Scheme (ETS)
และระบบ Cap and Trade

2. ตลาดคาร์บอนแบบภาคสมัครใจ (Voluntary Carbon Market)
ถูกสร้างขึ้นโดยไม่มีกฎหมายที่เกี่ยวกับการควบคุมก๊าซเรือนกระจกมาบังคับ
การจัดตั้งตลาดเกิดขึ้นจากความร่วมมือกันของผู้ประกอบการหรือองค์กรเพื่อเข้าร่วมซื้อขายคาร์บอนเครดิต
ในตลาดด้วยความสมัครใจ คาร์บอนเครดิตที่ได้จากโครงการดังกล่าวสามารถนำมาขายในตลาดคาร์บอนเครดิตภาคสมัครใจได้
และองค์กรที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่สิ่งแวดล้อมเกินกว่าปริมาณที่กำหนด
สามารถซื้อคาร์บอนเครดิตดังกล่าวเพื่อทำให้ตนเองได้รับสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่สิ่งแวดล้อมอีกครั้ง
ในปริมาณที่ไม่เกินกว่าปริมาณที่กำหนด

ปัจจุบัน ทั่วโลกให้ความสำคัญกับปัญหาสิ่งแวดล้อมและการเติบโตอย่างยั่งยืนเป็นอย่างมาก
เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลกระทบไปทั่วโลก
หลาย ๆ ประเทศเริ่มกล่าวถึงประเด็นการเรียกเก็บภาษีคาร์บอนมากขึ้น
ซึ่งนับเป็นความท้าทายใหม่ของภาคส่งออกไทยที่ต้องตระหนักและต้องเร่งปรับตัว

โดยล่าสุด (กันยายน พ.ศ. 2565) กรมสรรพสามิตเตรียมศึกษาแนวทางในการจัดเก็บภาษีคาร์บอน
และกำหนดให้มีความชัดเจนในแนวทางและอัตราภาษีภายในปี พ.ศ. 2566
คาดว่าจะเริ่มจัดเก็บภาษีคาร์บอนจากสินค้าที่มีการปล่อยคาร์บอนสูง 5 ประเภท คือ
ปูนซีเมนต์ เหล็ก อะลูมิเนียม ปุ๋ยเคมี และไฟฟ้า  
เพื่อผลักดันให้ไทยสามารถบรรลุเป้าหมายในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ในปี พ.ศ. 2608

ดังนั้น ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์
จำเป็นต้องหันมาให้ความสำคัญกับมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม
เริ่มดำเนินโครงการในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและซื้อขายคาร์บอนเครดิตกันอย่างจริงจังมากขึ้น
เพราะปัจจุบันราคาคาร์บอนยังไม่สูงมากนัก

ในปัจจุบัน หน่วยงานภาครัฐของไทยได้ให้ความสำคัญกับการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทย
เร่งปรับตัวให้ทันต่อมาตรการทางด้านสิ่งแวดล้อม โดยคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ได้มีการกำหนดมาตรการต่าง ๆ
เพื่อส่งเสริมให้ภาคธุรกิจลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เช่น มาตรการปรับปรุงประสิทธิภาพด้านการประหยัดพลังงาน
การใช้พลังงานทดแทน หรือการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมด้านการปรับเปลี่ยนเครื่องจักร ด้านการวิจัยและพัฒนา
หรือออกแบบทางวิศวกรรม ด้านการยกระดับไปสู่มาตรฐานเพื่อความยั่งยืนในระดับสากล
ด้านการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล รวมถึงด้านการยกระดับไปสู่อุตสาหกรรม 4.0
สำหรับภาคการผลิตในการเปลี่ยนเครื่องจักรเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
โดยการยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักรหรืออุปกรณ์สำหรับปรับปรุงประสิทธิภาพ
รวมทั้งยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 3 ปี เป็นสัดส่วน 50% ของเงินลงทุนในการปรับปรุงฯ  เป็นต้น

นอกจากมาตรการการสนับสนุนฯ ของบีโอไอนี้แล้ว กรมสรรพสามิตคาดว่าจะออกมาตรการจัดเก็บภาษีคาร์บอน
จากสินค้าที่มีการปล่อยคาร์บอนสูง 5 ประเภท คือ ปูนซีเมนต์ เหล็ก อะลูมิเนียม ปุ๋ยเคมี และไฟฟ้า  
เพื่อผลักดันให้ไทยสามารถบรรลุเป้าหมายในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ในปี พ.ศ. 2608
ตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (COP26)

ทั้งนี้ การพัฒนาตลาดคาร์บอนเครดิตของไทยยังคงต้องการการสนับสนุนจากภาครัฐอีกมาก
ซึ่งภาครัฐควรเร่งส่งเสริมการซื้อขายคาร์บอนเครดิต อีกทั้งควรมีนโยบายหรือออกมาตรการบังคับใช้ต่าง ๆ
เพื่อให้ภาคธุรกิจเห็นความสำคัญในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นวงกว้างและมีการปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น
รวมถึงพัฒนาหรือปรับธุรกิจของตนให้เติบโตอย่างยั่งยืนเพื่อเตรียมพร้อมรับมือและปรับตัวให้เข้ากับมาตรการสิ่งแวดล้อม
ของทั้งไทยและต่างประเทศในการเก็บภาษีคาร์บอนในอนาคต

อย่างไรก็ตาม การซื้อขายคาร์บอนเครดิตและมาตรการจัดเก็บภาษีคาร์บอน
อาจเป็นโอกาสสำคัญสำหรับผู้ประกอบการไทยด้วยเช่นกัน เช่น
ผู้ประกอบการสามารถลดต้นทุนการผลิตผ่านการปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตให้มีการลดการปล่อยคาร์บอน
ตลอดห่วงโซ่อุปทาน การทำธุรกิจคาร์บอนต่ำ หรือการพัฒนานวัตกรรมในการซื้อขายคาร์บอนเครดิต เป็นต้น

หรือหากไทยมีการจัดเก็บภาษีคาร์บอนหรือมีการออกกฎหมายบังคับใช้อย่างจริงจัง
คาดว่าน่าจะสามารถดึงดูดนักลงทุนจากต่างประเทศที่ให้ความสำคัญเรื่องสิ่งแวดล้อมสังคม และธรรมาภิบาล
(Environment, Social, Governance : ESG) ได้ไม่น้อย

อีกทั้ง คาดว่าน่าจะดึงดูดลูกค้าที่มีแนวโน้มเลือกสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้มากขึ้นอีกด้วย
นอกจากนี้ ผู้ประกอบการควรเสริมสร้างกลยุทธ์ทางการค้าที่ให้ความสำคัญกับการลดปัญหาสิ่งแวดล้อมด้วย
โดยเฉพาะการค้าสินค้ากับประเทศที่มีความเข้มงวดต่อมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมสูง เช่น
สหภาพยุโรป ซึ่งเป็นคู่ค้าสำคัญของไทย เพื่อให้สามารถแข่งขันกับประเทศคู่แข่งอื่น ๆ ได้

ที่มา : https://www.mreport.co.th/experts/business-and-management/325-Carbon-Credit-Thailand

895

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *