ตำนานจ๊างปู้ก่ำงาเขียวเมืองดอกคำใต้ อ.ดอกคำใต้
ตำนานจ๊างปู้ก่ำงาเขียวเมืองดอกคำใต้ อ.ดอกคำใต้ จ.พะเยา
เมืองป่าสักหลวงที่มีความสงบร่มเย็นมาช้านาน ชาวประชากินดีอยู่ดีข้าวน้ำอุดมสมบูรณ์
โดยมีเจ้าครองเมืองชื่อว่า ” พญาลิ้นก่าน ” เพราะลิ้นของพระองค์มีปานพาดผ่านกลางลิ้นเล่าว่า
พระองค์เป็นเจ้าองค์หนึ่งของเมืองพะเยาในครั้งกระโน้นพระองค์มีช้างตัวหนึ่งชื่อว่า ปู้ก่ำงาเขียว
เป็นช้างป่าตัวใหญ่ถึง ๑๒ ศอก มีกำลังมหาศาล ผิวหนังสีดำก่ำ มีงาสีเขียวเหมือนแก้วนิล
คนทั้งหลายจึงเรียกว่า ” ช้างปู้กำงาเขียว ”
พระองค์ได้ช้างตัวนี้มาเป็นคู่บุญบารมี ทำให้บ้านเมืองเจริญรุ่งเรืองสืบมา
ศัตรูต่างเกรงขามบ้านเล็กบ้านใหญ่ต่างมาผูกมิตไมตรีจิตด้วยเป็นอันมากภายหลังช้างปู้ก่ำงาเขียวเกิดตกมัน
ไล่ฆ่าแทงทำลายข้าวของเครื่องใช้ของชาวบ้านเสียหายเป็นอันมาก ผู้คนต่างก็แตกตื่นอพยพเข้ามาในเมืองที่
ท้าวพญาลิ้นก่าน ปกครอง ท่านได้เกณฑ์คนจำนวนมากมาขุดคูล้อมเวียงทั้งกลางวันกลางคืนอย่างห้าวหาญ
ใช้เวลาเพียง ๗ วันก็สำเร็จ
ผู้คนจึงขนานนาม ท้าวพญาลิ้นก่านว่า ” พญาเวียงห้าว “คนทั้งหลายกลัวช้างปู้ก่ำงาเขียว
จึงพากันไปกราบไหว้ท้าวพญาเวียงห้าว ท่านได้บอกกล่าวให้คนทั้งหลายตกแต่งเครื่องบูชาไปสักการะบูชา
พระธาตุแจ่โหว้ สมาทานศีลอาราธนาเอาปารมีอานุภาพแห่งพระธาตุเจ้า เทวบุตรเทวดามาช่วยปกป้องภัยต่าง ๆ
หลังจากนั้นช้างปู้ก่ำงาเขียว ก็ไม่สามารถเข้าไปในเมืองได้ในที่สุด ก็วิ่งไปติดอยู่ในหนองน้ำแห่งหนึ่ง
จึงเรียกหนองน้ำนั้นว่า ” หนองหล่ม ” ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของ ” แม่น้ำร่องช้าง “
ในขณะนั้นลูกสาวแห่งเมืองนันทบุรี อยากได้งาของช้างปู้ก่ำงาเขียว เพื่อประดับส่งเสริมบารมีให้บ้านเมืองเจริญรุ่งเรือง
เป็นที่น่าเกรงชาม เจ้าเมืองนันทบุรี จึงสั่งให้เสนาอำมาตย์ป่าวประกาศว่า
” ผู้ใดมีความสามารถอาจหาญอาสาไปเอางาช้างปู้ก่ำงาเขียว แห่งเวียงห้าวมาได้จักให้ทองคำพันฮ้อย ”
และได้มีนายพรานป่าคนหนึ่งรับอาสาไปเอางาช้างมาถวายพญานันทบุรี
ดั่งที่ทราบแล้วว่าช้างปู้ก่ำงาเขียว มิใช่ช้างธรรมดาแทงก็ไม่เข้า ฆ่าก็ไม่ตาย จึงนำเรื่องดังกล่าวไปถามครูบาอาจารย์
เมื่อได้รับคำตอบแล้วก็กลับมาฆ่าใหม่ โดยแทงจากท้องทะลุขึ้นข้างบน
จากนั้นก็ได้นำเอางาช้างไปถวายพญานันทบุรี พระองค์ได้มอบให้ลูกสาวข้างหนึ่ง
ปัจจุบันอยู่ที่พิพิธภัณฑ์จังหวัดน่านช้างปู้ก่ำงาเขียว ตายแล้ว ๗ วัน ๗ คืน
น้ำนองเหลือล้นพ้นคณาพัดเอาซากช้างตัวนั้นไหลตามห้วยแห่งหนึ่ง
คนทั้งหลายจึงเรียกห้วยนั้นว่า ” แม่น้ำร่องช้าง ” มาจนถึงทุกวันนี้

1325 